"เลแมนฯ" รอประเมินเสียหาย เผยยังไม่มีทุนไทยยื่นซื้ออสังหาฯ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ: วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551
ที่ปรึกษาเลแมนฯ ไทยออกโรงแจงรอประเมินความเสียหาย เผยพอร์ตลงทุนในไทย 5 หมื่นล้านบาท กลุ่มโรงแรม อพาร์ทเมนท์ให้เช่า ระบุส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ดี ไม่มีปัญหา ย้ำไม่มีทุนไทยรายใดติดต่อซื้อ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายกฤษดา กวีญาณ ที่ปรึกษาการลงทุนประจำประเทศไทย บริษัทเลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น คือ กลุ่มโนมูระ ตัดสินใจที่จะซื้อธุรกิจของเลแมน บราเดอร์สในภูมิภาคเอเชียทั้งในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจ และตราสารหนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีนักลงทุนสถาบันทั้งจากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แสดงความสนใจที่จะซื้อธุรกิจ หลังจากที่บาร์เคลย์สธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของอังกฤษ ได้ตัดสินใจซื้อธุรกิจวาณิชธนกิจ และตราสารหนี้ ในสหรัฐอเมริกา
เขายังได้กล่าวถึงสินทรัพย์ของบริษัทเลแมนที่อยู่ในเมืองไทยซึ่งมีมูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ให้เช่าว่า ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มทุนรายใดแสดงความสนใจเข้ามาดูสินทรัพย์ เพราะตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของศาล มีเพียงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวแทนของลูกหนี้ (เลแมน) ได้ส่งที่ปรึกษาเข้ามาตรวจสอบความเสียหาย รวมทั้งเจ้าหนี้ที่ต้องการตรวจสอบทรัพย์
ในเบื้องต้นสินทรัพย์ในเมืองไทยไม่ได้มีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่มีคุณภาพและไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มที่เป็นผู้ซื้อธุรกิจ น่าจะเข้ามาประมูลสินทรัพย์ด้วย ซึ่งกระบวนการทุกอย่างต้องรอคำสั่งศาล
"ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีนักลงทุนสถาบันรายได้เข้ามาดูสินทรัพย์ เพราะยังไม่สามารถทำได้ มีเพียงที่ปรึกษาเข้ามาตรวจสอบความเสียหาย และเจ้าหนี้เขาก็มาดูทรัพย์สินว่ามีสิทธิจะได้คืนเท่าไร ซึ่งในส่วนของเจ้าหนี้นั้นมองว่าเขาคงต้องขายสินทรัพย์ออกในที่สุด เพราะคงไม่มีใครซื้อสินทรัพย์เพิ่ม เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่มีธุรกิจรองรับคงต้องขายอย่างเดียว" นายกฤษดา กล่าว
เขายังได้กล่าวต่อถึงสินทรัพย์ของบริษัทเลแมนในเมืองไทยจะต้องถูกขายออกในอนาคตว่า คงจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดให้ปรับลดลง เพราะทรัพย์สินที่มีส่วนใหญ่อยู่ในทำเลที่ดี และก็มีราคาตลาดอ้างอิงอยู่แล้ว สินทรัพย์ไม่ได้มีปัญหา โดยสินทรัพย์ของเลแมนที่เป็นสำนักงานให้เช่า อาทิเช่น อาคารอิตัลไทย เมืองไทยภัทร เมอร์คิวรี่ แปซิฟิค เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของลูกค้าของบริษัทเลแมน 2-3 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จำเป็นต้องใช้เงินสภาพคล่องเพื่ออุดหนุนโครงการที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จนั้น ก็ได้ติดต่อมายังบริษัทถึงปัญหาของการใช้วงเงินกู้ที่เหลือ ซึ่งทางบริษัทก็ได้ชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟังและได้บอกให้ลูกค้าดังกล่าวช่วยเหลือตัวเอง เรื่องแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการสนับสนุนโครงการที่เหลือ
"ตอนนี้เราอยู่ในภาวะที่เป็นสุญญากาศ ลูกค้าก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง เรื่องเงินทุน 2-3 โครงการก็ร่วมหมื่นล้านบาท ซึ่งการที่จะให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคงเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นปัญหาของภาคเอกชน" นายกฤษดากล่าว
ทั้งนี้เขายังได้ประเมินวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาว่า คงต้องดูการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์นี้ว่าจะเบ็ดเสร็จแค่ไหน เพราะต้องมีกระบวนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็คงเหมือนกับปัญหาในช่วงปี 2540 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติสถาบันการเงิน
ส่วนวิกฤติการเงินจะลามไปสู่ยุโรปหรือไม่นั้น เขามองว่า คงจะไม่รุนแรงเหมือนกับกรณีของสหรัฐอเมริกา เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจยุโรปได้มีการชะลอตัวมาระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยุโรปยังมีการจำกัดความเสี่ยงการลงทุนในตลาดอเมริกา ดังนั้นมองว่าผลกระทบในแง่ของตลาดเงินคงจะไม่มาก เพราะ
ปัจจุบันสหรัฐก็ได้มีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ จะมีปัญหาก็เพียงตลาดทุนเพราะนักลงทุนอาจจะตื่นตระหนกเทขายหุ้นเพื่อถือครองเงินสดลดความเสี่ยง